ชาวยิวและชาวต่างชาติล้วนทำบาป

โรม 1:1-3:20

11ข้าพเจ้าเปาโลผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ และได้รับมอบให้เป็นอัครทูต และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า 2คือข่าวประเสริฐที่พระองค์ได้สัญญาไว้ล่วงหน้า ผ่านเหล่าผู้เผยคำกล่าวของพระองค์ในพระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ 3เกี่ยวกับพระบุตรของพระองค์ ซึ่งโดยสายเลือดแล้วมาจากเชื้อสายของดาวิด 4และโดยพระวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์ พระเจ้าได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นพระบุตรของพระองค์โดยฤทธานุภาพ คือให้พระองค์ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย คือพระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระผู้เป็นเจ้าของเรา 5พวกเราได้รับพระคุณและการเป็นอัครทูตผ่านทางพระองค์ เพื่อนำผู้คนจากบรรดาคนนอก*ในทุกชาติให้มีความเชื่อและเชื่อฟัง เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ 6และท่านก็รวมอยู่ในบรรดาผู้ที่พระเจ้าได้เรียก ให้เป็นคนของพระเยซูคริสต์ด้วย
7เรียน ทุกท่านที่อยู่ในเมืองโรมที่พระเจ้ารักและเรียกให้เป็นผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า
ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของเรา และจากพระเยซูคริสตเจ้าจงมีแด่ท่านทั้งหลายเถิด
8ประการแรก ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าสำหรับพวกท่านทุกคนโดยผ่านพระเยซูคริสต์ ทั้งนี้เพราะความเชื่อของท่านเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก 9ข้าพเจ้ารับใช้พระเจ้าด้วยชีวิตจิตใจในการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า เวลาอธิษฐาน ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านอยู่เสมอไม่ว่างเว้น 10ข้าพเจ้าอธิษฐานว่า หากเป็นความประสงค์ของพระเจ้า ในที่สุด ข้าพเจ้าก็จะได้มีโอกาสมาเยี่ยมท่าน 11ข้าพเจ้าอยากจะพบท่าน เพื่อจะได้นำของประทานจากพระวิญญาณมาให้ท่านบ้าง เพื่อให้ท่านได้รับการเสริมสร้าง 12นั่นก็คือ ทั้งท่านและข้าพเจ้าจะได้ให้กำลังใจกันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย 13พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าเตรียมการหลายครั้งที่จะมาหาท่าน เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลในหมู่ท่าน ดังที่ข้าพเจ้าได้กระทำในหมู่คนนอกอื่นๆ (แต่ถูกขัดขวางไม่ให้มาจนบัดนี้) 14ข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณทั้งชาวกรีก*และทั้งที่ไม่ใช่กรีก รวมทั้งผู้มีสติปัญญาและผู้โง่เขลา 15ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกระตือรือร้นที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านที่อยู่ในเมืองโรมด้วย
16ข้าพเจ้าไม่มีความละอายเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐเป็นอานุภาพของพระเจ้าที่ทำให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอดพ้น สำหรับชาวยิวก่อน แล้วก็สำหรับชาวกรีก*ด้วย 17ด้วยว่าข่าวประเสริฐชี้ให้เห็นว่า พระเจ้าให้มนุษย์มีความชอบธรรมได้อย่างไร นั่นก็คือ โดยการมีความเชื่อตั้งแต่ต้นจนจบ ตามที่มีบันทึกไว้ว่า
“ผู้มีความชอบธรรมจะมีชีวิตได้โดยความเชื่อ”*
18พระเจ้าได้แสดงให้เห็นถึงการลงโทษที่มาจากสวรรค์ ต่อการกระทำที่ไร้คุณธรรมและความชั่วร้ายทุกอย่าง ของบรรดาผู้ยับยั้งความจริงด้วยความชั่วร้ายของเขา 19เพราะสิ่งที่รู้ได้ในเรื่องของพระเจ้านั้น ก็ประจักษ์แจ้งในใจพวกเขาอยู่แล้ว เพราะพระเจ้าได้สำแดงพวกเขาเอง 20นับตั้งแต่สร้างโลกมา คุณสมบัติต่างๆ ที่มองไม่เห็นของพระองค์ คือฤทธานุภาพอันเป็นนิรันดร์ และความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดจากสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้น ดังนั้นเขาจึงไม่มีข้อแก้ตัว 21เพราะถึงแม้ว่าพวกเขารู้จักพระเจ้า แต่ก็ไม่ได้เคารพเทิดทูนพระองค์ ให้สมกับว่าพระองค์เป็นพระเจ้า และไม่ได้ขอบคุณพระองค์ แต่กลับกลายเป็นคนคิดสิ่งไร้สาระ และความคิดอันโง่เขลาของเขาจึงมืดมนไป 22เขาอ้างตนว่าเป็นผู้มีปัญญา เขาก็กลับกลายเป็นคนโง่เขลาไป 23และได้เปลี่ยนพระบารมีของพระเจ้าผู้เป็นอมตะให้กลายเป็นรูปเคารพต่างๆ ซึ่งทำให้เหมือนลักษณะมนุษย์ที่ตายได้ นก และสัตว์ รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลาน
24ฉะนั้น พระเจ้าจึงได้ปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในสิ่งอันเป็นมลทินตามแรงกิเลสทางใจ ทำให้เขาก่อความอัปยศทางร่างกายต่อกันและกัน 25พวกเขาเอาความจริงของพระเจ้าไปแลกกับความเท็จ เขานมัสการและรับใช้สรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นแทนผู้สร้างสรรพสิ่งซึ่งได้รับการสรรเสริญตลอดกาล อาเมน
26ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในกิเลสอันน่าอับอาย แม้แต่พวกผู้หญิงของเขาก็เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ตามธรรมชาติให้ผิดธรรมชาติไป 27ฝ่ายผู้ชายก็เช่นกัน คือได้ทิ้งความสัมพันธ์ตามธรรมชาติกับผู้หญิง และเร่าร้อนด้วยกิเลสต่อกัน พวกผู้ชายกระทำสิ่งที่น่าอับอายต่อผู้ชายด้วยกัน และได้รับผลคือการลงโทษสมกับการกระทำผิดของพวกเขา
28ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อพวกเขาไม่เห็นว่า เป็นการสมควรที่จะยอมรับความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าอีกต่อไป พระเจ้าจึงปล่อยให้ความคิดอันเสื่อมศีลธรรมของพวกเขานำสู่การประพฤติที่ไม่สมควร 29พวกเขาจึงมีแต่ความไม่ชอบธรรม ความชั่วร้าย ความโลภ และเสื่อมศีลธรรมสารพัด พวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา ฆาตกรรม การวิวาท หลอกลวง การปองร้าย ช่างนินทา 30การว่าร้าย เกลียดชังพระเจ้า สบประมาท เย่อหยิ่ง โอ้อวด ริวางแผนทำความชั่ว ไม่เชื่อฟังบิดามารดา 31โง่เง่า ไร้ความเชื่อ ไร้ความรัก ไร้ความเมตตา 32และแม้เขาจะรู้คำสั่งของพระเจ้าว่า พวกที่กระทำสิ่งเหล่านี้สมควรจะตาย เขากลับไม่เพียงแต่ประพฤติเท่านั้น แต่ยังเห็นดีกับคนอื่นที่ประพฤติเช่นนั้นด้วย
21ฉะนั้น มนุษย์เอ๋ย พวกท่านทุกคนที่กล่าวโทษ ท่านจึงไม่มีข้อแก้ตัว เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่น ก็นับว่าท่านตำหนิติเตียนตนเอง เพราะท่านผู้กล่าวโทษนั้นก็ประพฤติเช่นเดียวกัน 2และเราทราบว่า สมควรแล้วที่คำพิพากษาของพระเจ้าจะตกอยู่กับคนที่ประพฤติเช่นนั้น 3มนุษย์เอ๋ย เมื่อท่านกล่าวโทษคนที่ประพฤติสิ่งเหล่านี้ และท่านเองก็ประพฤติเหมือนกัน แล้วท่านจะหนีพ้นจากการกล่าวโทษของพระเจ้าหรือ 4หรือท่านประมาทว่าพระองค์มีความกรุณา ความอดกลั้น และความอดทนยิ่ง โดยหารู้ไม่ว่า ความกรุณาของพระเจ้านั้นมีเพื่อนำพาท่านสู่การกลับใจ 5แต่เป็นเพราะความดื้อด้านและการไม่กลับใจของท่านต่างหาก ท่านจึงสะสมการลงโทษบาปให้แก่ตนเองในวันลงโทษของพระเจ้า คือเวลาที่การกล่าวโทษอันชอบธรรมของพระองค์จะปรากฏ
6พระองค์จะสนองตอบแต่ละคนตามการกระทำของเขา 7พระองค์จะให้ชีวิตอันเป็นนิรันดร์แก่คนที่พากเพียรทำความดี แสวงหาพระบารมี พระเกียรติและความเป็นอมตะ 8ส่วนบรรดาผู้หาผลประโยชน์ใส่ตัวและไม่เชื่อฟังความจริง แต่เชื่อฟังความชั่ว ก็จะประสบกับการลงโทษและความโกรธกริ้ว 9ความทุกข์ยากลำบาก และความเจ็บปวดรวดร้าวจะเกิดขึ้นแก่ทุกคนที่กระทำความชั่ว แก่ชาวยิวก่อน แล้วก็แก่ชาวกรีกด้วย 10แต่บารมี เกียรติ และสันติสุขจะมีแก่ทุกคนที่กระทำความดี แก่ชาวยิวก่อน แล้วก็แก่ชาวกรีกด้วย 11ด้วยเหตุว่า พระเจ้าไม่ลำเอียง
12ทุกคนที่ทำบาปโดยไม่มีกฎบัญญัติ*จะพินาศโดยไม่มีกฎบัญญัติ และทุกคนที่ได้ทำบาปโดยอยู่ภายใต้กฎบัญญัติ จะถูกกล่าวโทษโดยกฎบัญญัติ 13ด้วยว่าผู้ที่ได้ยินกฎบัญญัติ หาใช่เป็นผู้มีความชอบธรรมในสายตาของพระเจ้าไม่ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎบัญญัติต่างหากที่นับว่าเป็นผู้มีความชอบธรรม 14ด้วยว่าเวลาบรรดาคนนอกผู้ไม่มีกฎบัญญัติ แต่ปฏิบัติตามกฎโดยสัญชาตญาณ เขาก็เป็นกฎบัญญัติให้ตัวเอง ถึงแม้พวกเขาไม่มีกฎบัญญัติก็ตาม 15ในเมื่อเขาแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่กฎบัญญัติเรียกร้องได้จารึกอยู่ในจิตใจของเขาแล้ว มโนธรรมของเขาก็เป็นพยาน และความนึกคิดต่างๆ ของเขาก็จะกล่าวหาเขา หรือไม่ก็ช่วยป้องกันเขาไว้ 16วันนั้นจะเกิดขึ้น คือเวลาที่พระเจ้าจะตัดสินโทษความลับต่างๆ ของคนทั้งหลาย โดยผ่านพระเยซูคริสต์ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศไว้
17แต่ถ้าท่านเรียกตนเองว่าเป็นชาวยิว ถ้าท่านพึ่งกฎบัญญัติและโอ้อวดว่าผูกพันกับพระเจ้า 18ทราบความประสงค์ของพระองค์ และเห็นชอบในสิ่งที่เลิศยิ่ง เพราะท่านเรียนรู้จากกฎบัญญัติ 19ถ้าท่านมั่นใจว่าท่านเองเป็นผู้จูงคนตาบอด เป็นแสงสว่างสำหรับบรรดาผู้ที่อยู่ในความมืด 20เป็นผู้สอนคนโง่ เป็นครูสอนเด็ก เพราะในกฎบัญญัติท่านมีทั้งความรู้และความจริงอย่างบริบูรณ์ 21ฉะนั้นเมื่อท่านเองสอนผู้อื่น แล้วท่านไม่สอนตนเองหรือ ท่านเองประกาศสอนไม่ให้ขโมย แล้วท่านขโมยหรือเปล่า 22ท่านเองพูดว่า ไม่ควรมีผู้ใดประพฤติผิดประเวณี แล้วท่านผิดประเวณีหรือเปล่า ท่านชิงชังรูปเคารพนัก แล้วท่านเองปล้นวิหารต่างๆ หรือเปล่า 23ท่านเองโอ้อวดเรื่องกฎบัญญัติ แล้วท่านหลู่เกียรติพระเจ้าด้วยการละเมิดกฎบัญญัติหรือเปล่า 24ตามที่มีบันทึกไว้ว่า
“พระนามของพระเจ้าถูกหมิ่นประมาทในหมู่คนนอกก็เพราะท่าน”*
25การเข้าสุหนัตมีคุณค่า หากว่าท่านปฏิบัติตามกฎบัญญัติ แต่ถ้าท่านละเมิดกฎ ก็เหมือนกับว่าท่านไม่ได้เข้าสุหนัต 26ฉะนั้นถ้าคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตรักษาข้อบังคับของกฎบัญญัติ แล้วการไม่ได้เข้าสุหนัตของเขาจะไม่ถือว่าเขาได้เข้าสุหนัตแล้วหรือ 27และคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตฝ่ายกาย แต่รักษากฎบัญญัติจะกล่าวโทษท่านผู้ละเมิดกฎบัญญัติ แม้ท่านจะมีกฎบัญญัติที่เขียนไว้และเข้าสุหนัตแล้วก็ตาม 28คนที่เป็นชาวยิวเพียงภายนอกไม่ใช่ชาวยิวแท้ การเข้าสุหนัตฝ่ายกายเพียงภายนอกก็ไม่ใช่สุหนัตแท้เช่นกัน 29แต่คนที่เป็นชาวยิวภายในเป็นชาวยิวแท้ และการเข้าสุหนัตที่แท้จริงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในจิตใจโดยพระวิญญาณ ไม่ใช่โดยกฎบัญญัติที่เขียนไว้ และเขาไม่ได้รับการสรรเสริญจากผู้คน แต่ได้รับจากพระเจ้า
31ถ้าเช่นนั้นชาวยิวได้เปรียบอะไรเล่า หรือการเข้าสุหนัตมีประโยชน์อะไร 2มีประโยชน์มากทุกด้าน ประการแรกชาวยิวเป็นผู้ได้รับมอบให้อารักขาคำกล่าวของพระเจ้า 3ถ้าบางคนในพวกเขาไม่มีความภักดี แล้วความไม่ภักดีของเขาจะทำให้พระเจ้าถอนคำมั่นสัญญาหรือ 4ไม่มีทางจะเป็นเช่นนั้น แม้ว่าทุกคนพูดเท็จ พระเจ้าก็เป็นผู้รักษาคำพูด ตามที่มีบันทึกไว้ว่า
“เพื่อพระองค์เป็นที่เห็นว่าถูกต้องเวลาพระองค์กล่าว
และมีชัยชนะเมื่อพระองค์ตัดสินโทษ”*
5แต่ถ้าความไม่ชอบธรรมของเราแสดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้าชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วเราจะว่าอย่างไร เมื่อพระเจ้าลงโทษเรา พระองค์ไม่มีความยุติธรรมอย่างนั้นหรือ (ข้าพเจ้าพูดอย่างมนุษย์) 6ไม่มีทางจะเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะกล่าวโทษโลกได้อย่างไร 7แต่ถ้าการมดเท็จของข้าพเจ้าทำให้ความสัตย์จริงของพระเจ้าปรากฏชัดยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนพระบารมีของพระองค์แล้ว ทำไมข้าพเจ้าจึงยังถูกกล่าวโทษเช่นคนบาปเล่า 8ทำไมไม่พูดว่า “ให้เรากระทำความชั่วเถิด เพื่อความดีจะได้เกิดขึ้นกับเรา” ดังที่พวกเขาใส่ร้ายเรา และตามที่บางคนอ้างว่าเราพูดอย่างนั้น เป็นการยุติธรรมแล้วที่คนแบบนั้นจะถูกกล่าวโทษ
9ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร พวกเราชาวยิวดีกว่าพวกเขาหรือ เปล่าเลย เราได้ชี้แจงให้เห็นแล้วว่า ทั้งชาวยิวและชาวกรีกล้วนอยู่ใต้อำนาจบาปทั้งนั้น 10ตามที่มีบันทึกไว้ว่า
“ไม่มีผู้ใดมีความชอบธรรม
ไม่มีแม้แต่คนเดียว
11ไม่มีผู้ใดเข้าใจ
ไม่มีผู้ใดแสวงหาพระเจ้า
12ทุกคนหันหลังกลับ
เขากลายเป็นคนไร้ประโยชน์กันหมด
ไม่มีผู้ใดกระทำความดี
ไม่มีแม้แต่คนเดียว”*
13“ลำคอของพวกเขาคือหลุมฝังศพเปิดอยู่
เขาใช้ลิ้นเพื่อหลอกลวง”*
“พิษงูเห่าอยู่ภายใต้ริมฝีปากของเขา”*
14“ปากของเขาเต็มไปด้วยคำสาปแช่งและความขมขื่น”*
15“เท้าของเขาว่องไวเพื่อทำให้เกิดการนองเลือด
16ความพินาศและความทุกข์อยู่ในวิถีทางของเขา
17และเขาไม่รู้จักทางสู่สันติสุข”*
18“เขาไม่เคยคิดที่จะเกรงกลัวพระเจ้าเลย”*
19เราทราบแล้วว่า ทุกสิ่งในกฎบัญญัติจะเอามาใช้กับคนที่อยู่ใต้อำนาจกฎบัญญัติเพื่อปิดปากทุกคน และทั่วทั้งโลกจะอยู่ภายใต้การตัดสินของพระเจ้า 20ฉะนั้นจะไม่มีผู้ใดที่ถูกนับว่า มีความชอบธรรมในสายตาของพระองค์โดยการปฏิบัติตามกฎบัญญัติ เป็นเพราะกฎบัญญัตินั้นเองจึงทำให้เรารู้สำนึกบาป

*1:5 ชนชาติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ชาวยิว
*1:14 ชาวกรีกในที่นี้อ้างถึงคนที่มีอารยธรรมสูง
*1:16 ชาวกรีกในฉบับโรม จากบทที่ 1 ข้อ 16 ถึงบทสุดท้าย หมายถึงคนนอก คือ ผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิว
*1:17 จากฉบับฮาบากุก 2:4
*2:12 กฏบัญญัติ คำนี้มีในฉบับโรม ประมาณกว่า 70 ครั้ง ปกติอ้างอิงถึงกฎบัญญัติในพันธสัญญาเดิม บางครั้งก็หมายถึงกฎโดยทั่วไปของชาวยิวหรือชาวโรมัน
*2:25 จากฉบับอิสยาห์ 52:5, เอเสเคียล 36:22
*3:4 จากฉบับสดุดี 51:4
*3:12 จากฉบับสดุดี 14:1-3, 53:1-3, และปัญญาจารย์ 7:20
*3:13a จากฉบับสดุดี 5:9
*3:13b จากฉบับสดุดี 140:3
*3:14 จากฉบับสดุดี 10:7
*3:17 จากฉบับอิสยาห์ 59:7,8
*3:18 จากฉบับสดุดี 36:1

เปรียบเทียบ, เปรียบความแตกต่าง และ การเน้นย้ำ

  • การเปรียบเทียบ คือ การเปรียบระหว่างบุคคลสองคนขึ้นไป เปรียบเทียบความคิด และเปรียบเทียบสถานการณ์ ท่านค้นพบการเปรียบเทียบจากเรื่องนี้หรือไม่ ท่านคิดว่าทำไมผู้แต่งจึงเปรียบเทียบสิ่งนี้
  • การเปรียบความแตกต่าง คือ การเปรียบความแตกต่างระหว่างบุคคลสองคนขึ้นไป เปรียบความแตกต่างในความคิด และเปรียบความแตกต่างของสถานการณ์ ท่านสามารถอธิบายเกี่ยวกับการเปรียบความแตกต่างในเรื่องนี้ได้หรือไม่ ท่านคิดว่าทำไมผู้เขียนถึงเปรียบความแตกต่างสิ่งนี้
  • ใช้เวลาในการสังเกตุหาการเน้นย้ำ ในคำพูดหรือแนวคิดที่ท่านพบจากเรื่องนี้
  • เล่าให้เพื่อนของท่านฟังเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้ากำลังสอนท่านจากเรื่องนี้
พระคัมภีร์ ฉบับแปลใหม่ (NTV) ฉบับ 2016
สงวนลิขสิทธิ์ © 1998, 2012
โดย หน่วยงานพระคัมภีร์ฉบับแปลใหม่

© 2018 SourceView LLC.
11