ผู้ทำพันธกิจที่แท้จริงและผู้ทำพันธกิจจอมปลอม

2 โครินธ์ 10:1-13:14

101ข้าพเจ้าเปาโล ขอร้องท่านด้วยความเมตตาและความอ่อนโยนของพระคริสต์ คือแม้ท่านจะพูดว่า “เปาโลไม่ใช่คนกล้าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเรา แต่ก็ใจกล้าเมื่ออยู่ห่างไกล” 2สิ่งที่ข้าพเจ้าขอร้องก็คือ เมื่อข้าพเจ้ามาหาท่าน ข้าพเจ้าไม่ต้องแสดงความอาจหาญอย่างที่คิดเอาไว้ เพื่อจัดการคนที่กล่าวหาว่าพวกเราใช้ชีวิตตามวิสัยโลก 3แม้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในโลก เราก็ไม่สู้รบอย่างที่โลกต่อสู้ 4เพราะอาวุธที่เราใช้ในการสู้รบไม่ใช่อาวุธแบบโลก แต่เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้าเพื่อทำลายที่มั่นอันแข็งแกร่งของศัตรู 5เราทำลายข้อโต้แย้งและทุกสิ่งที่คนหยิ่งยโสยกขึ้นมาต่อต้านความรู้ในเรื่องพระเจ้า และเราจับเอาความคิดทุกอย่างเข้ามาเป็นเชลยของพระคริสต์ 6เมื่อท่านเชื่อฟังเราดีแล้ว เราก็พร้อมที่จะลงโทษทุกคนที่ไม่เชื่อฟัง
7ท่านเพียงแต่ดูสิ่งต่างๆ ตามที่เห็นภายนอก ถ้าผู้ใดมั่นใจในตนเองว่าเขาเป็นคนของพระคริสต์ เขาก็ควรคิดอีกว่า เราเป็นคนของพระคริสต์มากเท่ากับที่เขาเป็นคนของพระองค์ 8ถ้าแม้ข้าพเจ้าจะโอ้อวดมากหน่อยถึงสิทธิอำนาจที่พระผู้เป็นเจ้าให้แก่เรา เพื่อเสริมสร้างท่านและไม่ใช่ฉุดท่านให้ต่ำลง ข้าพเจ้าก็จะไม่ละอายใจเลย 9ข้าพเจ้าไม่อยากให้ดูเหมือนว่า ข้าพเจ้าพยายามจะทำให้ท่านตกใจด้วยจดหมายของข้าพเจ้า 10เพราะพวกเขาพูดกันว่า “จดหมายของเขาเคร่งครัดและเข้มงวด แต่เมื่อเห็นตัวแล้วไม่น่าประทับใจเลย พูดก็ไม่เก่ง” 11ให้คนนั้นเข้าใจเถิดว่า อะไรก็ตามที่เราเขียนในจดหมายเมื่ออยู่ห่างไกล เราก็จะกระทำเช่นเดียวกันเมื่อเราอยู่กับท่าน 12เราไม่กล้าพอที่จะจัดระดับหรือเปรียบตนเองกับบางคนที่โอ้อวดตน แต่เมื่อพวกเขาเอาตัวเป็นเครื่องวัดซึ่งกันและกันและเปรียบเทียบกัน ก็นับว่าพวกเขาขาดสติปัญญา
13แต่อย่างไรก็ตาม เราจะไม่โอ้อวดเกินไป แต่จะให้อยู่ในขอบเขตซึ่งพระเจ้าได้ให้ไว้เท่านั้น ท่านก็อยู่ในขอบเขตนั้นด้วย 14ในเมื่อท่านอยู่ในขอบเขตนั้น เราก็จะไม่ทำเกินขอบเขตเมื่อเรามาหาท่าน เพราะเราเป็นพวกแรกที่นำข่าวประเสริฐของพระคริสต์มาให้ท่าน 15เราไม่โอ้อวดเกินขอบเขตเรื่องงานที่คนอื่นทำเช่นกัน เรามีความหวังอยู่ว่า เมื่อความเชื่อของท่านเพิ่มขึ้น เราก็จะมีงานทำเพิ่มมากขึ้นในหมู่ท่าน 16แล้วเราจะได้ประกาศข่าวประเสริฐนอกเหนือไปจากดินแดนของท่าน เพราะเราไม่ต้องการโอ้อวดถึงงานซึ่งคนอื่นได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อันเป็นงานที่อยู่ในเขตแดนของผู้อื่น 17“ผู้ที่โอ้อวด ก็จงให้เขาโอ้อวดพระผู้เป็นเจ้าเถิด”* 18คนใดจะเป็นที่ยอมรับได้นั้น ต้องเป็นคนที่พระเจ้าชมเชย มิใช่คนที่ชมเชยตนเอง
111ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะทนต่อความเขลาของข้าพเจ้าซักหน่อย แต่ความจริงท่านก็กำลังทนอยู่แล้ว 2ข้าพเจ้าหวงแหนท่านอย่างที่พระเจ้าหวงแหน เพราะข้าพเจ้าได้หมั้นพวกท่านไว้กับสามีผู้เดียว คือพระคริสต์ เพื่อข้าพเจ้าจะได้มอบท่านดั่งพรหมจาริณีผู้บริสุทธิ์ 3แต่ข้าพเจ้ากลัวว่า เจ้างูได้ใช้ความฉลาดแกมโกงล่อลวงเอวาอย่างไร ความคิดของท่านก็จะถูกนำให้หลงไปจากการอุทิศตนที่บริสุทธิ์และจริงใจต่อพระคริสต์อย่างนั้น 4ถ้ามีคนหนึ่งมาประกาศถึงพระเยซูอื่นที่เราไม่ได้ประกาศ หรือถ้าท่านได้รับวิญญาณอื่นที่ต่างจากพระวิญญาณที่ท่านได้รับมาแล้ว หรือถ้ารับข่าวประเสริฐอื่นซึ่งต่างจากที่ท่านได้รับมาแล้ว พวกท่านก็ยังทนฟังได้ดีเสียจริงๆ 5ข้าพเจ้าไม่นับว่าตัวเองนั้นด้อยกว่าบรรดาอัครทูตที่ท่านเรียกว่า “อัครทูตชั้นเยี่ยม” กัน 6ถ้าถึงแม้ว่าข้าพเจ้าไม่ชำนาญในการพูด แต่ข้าพเจ้ามีความรู้ ตามที่ท่านได้เห็นแล้วจากทุกสิ่งที่เราได้กระทำไป
7ข้าพเจ้าทำบาปหรือ ที่ถ่อมตัวลงเพื่อยกท่านขึ้น ในเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่ท่านโดยไม่คิดเงิน 8ข้าพเจ้าได้รับเงินจากคริสตจักรอื่นๆ มาราวกับว่า ข้าพเจ้าปล้นพวกเขามาก็เพื่อรับใช้พวกท่าน 9เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับท่านและต้องการความช่วยเหลือ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เป็นภาระให้กับผู้ใด เพราะเมื่อพี่น้องมาจากมาซิโดเนีย พวกเขาก็ได้ช่วยจัดหาทุกสิ่งให้ครบ ข้าพเจ้าไม่เคยทำตัวเป็นภาระในเรื่องใดให้กับพวกท่านเลย และก็จะเป็นเช่นนั้นต่อไป 10ตราบเท่าที่ความจริงของพระคริสต์ยังคงอยู่ในตัวข้าพเจ้า จะไม่มีใครห้ามข้าพเจ้าให้หยุดโอ้อวดเรื่องนี้ในเขตแคว้นอาคายา 11ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะข้าพเจ้าไม่รักท่านหรือ พระเจ้าทราบว่าข้าพเจ้ารักพวกท่าน
12อะไรก็ตามที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ ข้าพเจ้าก็จะกระทำต่อไป เพื่อปิดโอกาสมิให้พวกที่ต้องการฉวยโอกาสโอ้อวดว่า เขาทำงานเหมือนกับที่เราทำ 13เพราะคนพวกนี้เป็นอัครทูตจอมปลอม เป็นคนงานที่ไม่ซื่อสัตย์ ปลอมตัวเป็นอัครทูตของพระคริสต์ 14มิน่าเล่า แม้แต่ซาตานเองก็ยังทำตนราวกับว่าเป็นทูตสวรรค์แห่งความสว่าง 15ฉะนั้นไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลย หากว่าผู้รับใช้ของซาตานก็ปลอมตัวเป็นผู้รับใช้แห่งความชอบธรรม จุดจบของพวกนั้นจะเป็นไปตามการกระทำของเขา
16ข้าพเจ้าขอย้ำอีกว่า อย่าให้ใครคิดว่าข้าพเจ้าโง่เขลา แต่ถ้าท่านคิดเช่นนั้นก็ขอให้รับข้าพเจ้าเหมือนรับคนโง่เขลา ข้าพเจ้าจะได้ขอโอ้อวดบ้าง 17เวลาข้าพเจ้าพูดโอ้อวดเช่นนี้ ข้าพเจ้ามิได้พูดเหมือนพระผู้เป็นเจ้าจะพูดหรอก แต่เหมือนคนโง่เขลา 18ในเมื่อคนจำนวนมากโอ้อวดไปตามเหตุผลของมนุษย์ ข้าพเจ้าก็จะโอ้อวดเช่นกัน 19พวกท่านช่างฉลาดนัก ท่านจึงได้ยินดีทนต่อคนโง่เขลา 20ความจริงแล้ว พวกท่านยอมทนต่อคนที่ทำให้ท่านเป็นทาส คนที่ใช้ท่านเพื่อประโยชน์ของเขาเอง หรือเอาเปรียบท่าน หรือยกตนเหนือคนอื่น หรือตบหน้าท่าน 21ข้าพเจ้ายอมรับด้วยความละอายว่า พวกเราอ่อนแอเกินไปในเรื่องนี้
แต่ถ้าใครกล้าโอ้อวดสิ่งใด ตามความเขลาแล้วข้าพเจ้าก็กล้าโอ้อวดเท่าคนนั้นเหมือนกัน 22พวกเขาเป็นชาวฮีบรูหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเช่นกัน พวกเขาเป็นชนชาติอิสราเอลหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเช่นกัน พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ของอับราฮัมหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเช่นกัน 23พวกเขาเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์หรือ (ข้าพเจ้าพูดอย่างคนเสียสติ) ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้มากกว่าเสียอีก ลงแรงมากกว่า ถูกจำคุกมากกว่า ถูกเฆี่ยนตีนับครั้งไม่ถ้วน อยู่ในขั้นสาหัสเจียนตายหลายครั้ง 24ชาวยิวเฆี่ยนข้าพเจ้า 5 ครั้งๆ ละ 40 ทีหักออกเสีย 1 ที 25ข้าพเจ้าถูกโบยด้วยไม้เรียว 3 ครั้ง ถูกหินขว้าง 1 ครั้ง เรือแตก 3 ครั้ง ข้าพเจ้าลอยคออยู่กลางทะเลตลอดทั้งวันและทั้งคืน 26ข้าพเจ้าเดินทางตลอดเวลา ได้รับภัยจากแม่น้ำ จากโจร จากคนชาติเดียวกันเอง จากบรรดาคนนอก เผชิญภัยทั้งในตัวเมืองและในถิ่นทุรกันดาร ภัยในทะเลและภัยจากพี่น้องจอมปลอม 27ข้าพเจ้าทำงานหนักและทนต่อความลำบาก ไม่ได้หลับนอนหลายคืน ทั้งหิวและกระหาย บ่อยครั้งที่ไม่มีอาหารรับประทาน ทั้งหนาวและเปลือยกาย 28นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ข้าพเจ้ายังเผชิญความกดดันเนื่องจากความห่วงใยในทุกคริสตจักรเป็นประจำทุกวัน 29ใครบ้างที่อ่อนแอโดยที่ข้าพเจ้าไม่อ่อนแอด้วย ใครบ้างที่ถูกชักนำให้กระทำบาปโดยที่ข้าพเจ้าไม่ขุ่นเคือง
30ถ้าข้าพเจ้าต้องโอ้อวด ก็จะโอ้อวดถึงสิ่งที่แสดงความอ่อนแอของข้าพเจ้า 31พระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของพระเยซูเจ้าผู้ควรแก่การสรรเสริญตลอดกาล พระองค์ทราบว่าข้าพเจ้าไม่ได้พูดเท็จ 32ผู้ว่าราชการเมืองของกษัตริย์อาเรทัสในเมืองดามัสกัส ได้เฝ้าเมืองดามัสกัสไว้เพื่อจับกุมข้าพเจ้า 33แต่มีคนหย่อนข้าพเจ้าลงในตะกร้าทางช่องที่กำแพง จึงได้หนีรอดเงื้อมมือเขามาได้
121การโอ้อวดเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะไม่เกิดประโยชน์ก็ตาม แต่ข้าพเจ้าจะพูดต่อไปในเรื่องภาพนิมิตต่างๆ ที่ได้เห็นและการเผยความซึ่งมาจากพระผู้เป็นเจ้า 2ข้าพเจ้ารู้จักชายผู้หนึ่งที่อยู่ในพระคริสต์ เมื่อ 14 ปีมาแล้ว มีผู้มารับตัวเขาขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นสาม ไปทั้งร่างหรือไม่นั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่พระเจ้าทราบ 3และข้าพเจ้าทราบว่ามีผู้มารับชายคนนี้ขึ้นสู่สวนสวรรค์ ไม่ว่าไปทั้งร่างหรือไม่นั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่พระเจ้าทราบ 4เขาได้ยินสิ่งซึ่งบรรยายไม่ถูกและบอกต่อไม่ได้ 5ข้าพเจ้าจะโอ้อวดเรื่องของชายเช่นนี้ แต่ข้าพเจ้าจะไม่โอ้อวดถึงตัวข้าพเจ้าเอง เว้นแต่อวดถึงความอ่อนแอของข้าพเจ้า 6ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าอยากจะโอ้อวด ข้าพเจ้าก็จะไม่ใช่คนเขลา เพราะข้าพเจ้าจะพูดถึงความจริง แต่ข้าพเจ้าจะไม่โอ้อวด เพื่อว่าจะไม่มีใครคิดยกย่องข้าพเจ้าเกินกว่าที่เขาเห็นข้าพเจ้ากระทำ หรือได้ยินข้าพเจ้าพูด 7และเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้าฮึกเหิม เนื่องจากพระเจ้าได้เปิดเผยหลายสิ่งที่ยิ่งใหญ่แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงรับทุกข์ทางกายเหมือนมีหนามยอก มันเป็นดั่งทูตสื่อสารจากซาตานเพื่อรังควานข้าพเจ้า จนทำให้ไม่อาจฮึกเหิมได้ 8ข้าพเจ้าอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าถึง 3 ครั้งเพื่อให้หนามหลุดไป 9แต่พระองค์กล่าวกับข้าพเจ้าว่า “ความรักยิ่งที่เรามีต่อเจ้านั้นก็เพียงพอแล้ว เพราะอานุภาพของเราจะสมบูรณ์เพียบพร้อมได้ก็ในความอ่อนแอ” ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงยินดีโอ้อวดความอ่อนแอของตัวเองมากยิ่งขึ้น เพื่อว่าอานุภาพของพระคริสต์จะได้อยู่กับข้าพเจ้า 10ฉะนั้นข้าพเจ้ายินดีกับความอ่อนแอ การถูกดูหมิ่น ความทุกข์ยาก การกดขี่ข่มเหงและความลำบากเพื่อพระคริสต์ เพราะเวลาข้าพเจ้าอ่อนแอ ข้าพเจ้าก็แข็งแกร่งขึ้น
11ข้าพเจ้ากลายเป็นคนโง่เขลา แต่ที่เป็นไปดังนั้นก็เพราะท่าน พวกท่านต่างหากที่ควรยกย่องข้าพเจ้าเอง เพราะข้าพเจ้าก็ไม่ใช่คนที่ด้อยกว่า “อัครทูตชั้นเยี่ยม” เหล่านั้น แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ใช่คนวิเศษอะไรเลย 12ปรากฏการณ์อัศจรรย์ สิ่งมหัศจรรย์ และฤทธานุภาพต่างๆ เป็นที่ประจักษ์ในหมู่พวกท่านแล้ว ก็เนื่องมาจากความบากบั่นสูงสุดของข้าพเจ้า และสิ่งเหล่านั้นพิสูจน์ได้ถึงความเป็นอัครทูตแท้ 13ข้าพเจ้าปฏิบัติต่อพวกท่านไม่ดีเท่าคริสตจักรอื่นๆ อย่างไรบ้างหรือ มีสิ่งเดียวคือข้าพเจ้าไม่ได้เป็นภาระแก่พวกท่าน ข้าพเจ้าก็ขออภัยด้วย
14เวลานี้ข้าพเจ้าพร้อมจะมาเยี่ยมพวกท่านเป็นครั้งที่สาม และจะไม่เป็นภาระให้กับท่าน เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการนั้นไม่ใช่สรรพสิ่งที่เป็นของท่าน แต่เป็นตัวท่านเอง เพราะลูกๆ ไม่ต้องรับผิดชอบจัดหาให้บิดามารดา แต่บิดามารดาต่างหากที่ต้องจัดหาให้ลูกๆ 15ข้าพเจ้ายินดียิ่งที่จะสละทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ามี และทุ่มเทตนเองเช่นกันเพื่อช่วยเหลือท่าน ถ้าหากข้าพเจ้ารักท่านยิ่งขึ้น แล้วท่านจะรักข้าพเจ้าน้อยลงหรือ 16ท่านจะเห็นด้วยว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นภาระให้กับท่าน แต่ก็มีคนพูดว่าข้าพเจ้ามีเล่ห์อุบายและล่อลวงท่าน 17ข้าพเจ้าเอาเปรียบท่านผ่านคนที่ข้าพเจ้าส่งมาหาท่านหรือ 18ข้าพเจ้าสนับสนุนให้ทิตัสไปพร้อมทั้งส่งพี่น้องผู้หนึ่งไปด้วย ทิตัสเอาเปรียบท่านหรือ พวกเราไม่ได้ปฏิบัติด้วยจิตมุ่งหวังเดียวกันและวิธีการเดียวกันหรือ
19ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้พวกท่านคิดว่าเราแก้ตัวกัน แต่ความจริงแล้ว พวกเราพูดต่อหน้าพระเจ้าเช่นผู้รับใช้ของพระคริสต์ เพื่อประโยชน์แก่ท่านที่รัก 20ข้าพเจ้าเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าอาจจะไม่เห็นว่าท่านเป็นเหมือนที่ข้าพเจ้าปรารถนา และท่านก็อาจจะไม่เห็นว่าข้าพเจ้าเป็นเหมือนที่ท่านปรารถนา คืออาจจะมีการทะเลาะวิวาท อิจฉา ฉุนเฉียว ก้าวร้าว ว่าร้าย ครหานินทา หยิ่งยโส และความไร้ระเบียบ 21ข้าพเจ้าเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้ามาอีก พระเจ้าของข้าพเจ้าอาจจะทำให้ข้าพเจ้าต้องอับอายต่อหน้าท่าน และอาจเศร้าใจที่หลายคนได้กระทำบาปก่อนหน้านี้ และไม่ได้สำนึกผิดในเรื่องมลทิน เรื่องการประพฤติผิดทางเพศและความมักมากในกามซึ่งพวกเขาได้ปฏิบัติกัน
131ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ที่ข้าพเจ้ามาเยี่ยมท่าน “ข้อกล่าวหาทุกข้อต้องมีพยานให้การสองสามปากจึงถือเป็นหลักฐานได้”* 2คราวที่ข้าพเจ้ามาเยี่ยมท่านในครั้งที่สอง ข้าพเจ้าได้เตือนพวกที่ทำบาปมาก่อน และคนอื่นๆ ด้วย บัดนี้ขอเตือนในขณะที่ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ด้วยว่า ถ้าข้าพเจ้ากลับมาอีกครั้ง ข้าพเจ้าจะไม่ละเว้นพวกเขาแน่ 3เนื่องจากท่านต้องการพิสูจน์ว่า พระคริสต์กล่าวผ่านข้าพเจ้า พระองค์มิได้ปฏิบัติต่อท่านอย่างอ่อนแอ แต่มีอานุภาพยิ่งท่ามกลางพวกท่าน 4จริงทีเดียว พระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขนในความอ่อนแอ แต่พระองค์มีชีวิตอยู่ด้วยอานุภาพของพระเจ้า ในวิธีเดียวกันคือ เราอ่อนแอด้วยกับพระองค์ แต่ด้วยอานุภาพของพระเจ้า เราก็จะมีชีวิตอยู่ด้วยกันกับพระองค์เพื่อรับใช้ท่าน
5จงพิจารณาตนเอง ท่านมีความเชื่อหรือไม่ จงทดสอบตนเอง ท่านไม่ตระหนักหรือว่าพระเยซูคริสต์อยู่ในตัวท่าน นอกเสียจากว่าท่านจะไม่ผ่านการทดสอบ 6ข้าพเจ้าหวังว่า ท่านจะตระหนักว่าเราเองผ่านการทดสอบ 7เราอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อท่านจะไม่ประพฤติผิด มิใช่เพื่อให้ดูเหมือนว่า เราผ่านการทดสอบแล้ว แต่เพื่อท่านจะได้ประพฤติอย่างถูกต้อง แม้จะทำให้ดูราวกับว่าเราเองก็ไม่ผ่านการทดสอบก็ตาม 8เพราะเราไม่สามารถกระทำสิ่งใดที่แย้งกับความจริง แต่ทำเพื่อความจริงเท่านั้น 9เรายินดีเมื่อเราเองอ่อนแอในยามที่พวกท่านแข็งแรง เราอธิษฐานด้วยว่า พระเจ้าจะทำให้พวกท่านบรรลุถึงความเพียบพร้อมทุกประการ 10ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงเขียนเรื่องเหล่านี้เมื่อข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ด้วยกับท่าน เพื่อว่าเมื่อข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยจะได้ไม่ต้องกร้าวกับท่าน เพราะพระผู้เป็นเจ้าได้ให้สิทธิอำนาจแก่ข้าพเจ้าเพื่อเสริมสร้างท่าน ไม่ใช่เพื่อทำลาย
11ในที่สุด พี่น้องเอ๋ย จงยินดีเถิด จงมุ่งมั่นที่จะเป็นคนดีเพียบพร้อมทุกประการ ทำตามคำแนะนำของข้าพเจ้า จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อยู่กันอย่างสันติสุขเถิด แล้วพระเจ้าแห่งความรักและสันติสุขจะอยู่กับท่าน 12จงทักทายกันด้วยการจูบแก้ม*อันบริสุทธิ์ 13บรรดาผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้าทุกคนฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน
14ขอพระคุณของพระเยซูคริสตเจ้า ความรักของพระเจ้า และสามัคคีธรรมของพระวิญญาณบริสุทธิ์จงอยู่กับท่านทุกคนเถิด

*10:17 จากฉบับเยเรมีย์ 9:24
*13:1 จากฉบับเฉลยธรรมบัญญัติ 19:15
*13:12 จูบแก้มเป็นธรรมเนียมการทักทายซึ่งเปรียบเทียบได้กับการไหว้ของคนไทย

คำถาม คำถาม และ คำถาม

  • เขียนคำถามทั้งหมดที่ท่านมีจากเรื่อง ใครเป็นผู้ตั้งคำถาม และคำถามเหล่านี้ถูกตั้งเพื่อใคร
  • คำถามไหนที่โดดเด่นมากที่สุดสำหรับท่าน ทำไม
  • ท่านมีคำถามอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้
  • ท่านสามารถทำอะไรเพื่อที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้
พระคัมภีร์ ฉบับแปลใหม่ (NTV) ฉบับ 2016
สงวนลิขสิทธิ์ © 1998, 2012
โดย หน่วยงานพระคัมภีร์ฉบับแปลใหม่

© 2018 SourceView LLC.
11